ลักษณะผู้อยู่อย่างมีเพื่อนสอง และลักษณะผู้อยู่อย่างอยู่ผู้เดียว
ครั้งนั้น ท่านพระมิคชาละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งในที่สมควร ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
ภันเต ที่กล่าวกันว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว และด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ รูปทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในรูปนั้น เมื่อภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในรูปนั้นอยู่ นันทิ1ย่อมเกิดขึ้น (อุปอุปฺปชฺชติ นนฺทิ) เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี (สาราโค โหติ) เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี (สญฺโโค โหติ) มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ เสียงทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยหู อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในเสียงนั้น … นันทิย่อมเกิดขึ้น เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ กลิ่นทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยจมูก อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในกลิ่นนั้น … นันทิย่อมเกิดขึ้น เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ รสทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยลิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในรสนั้น … นันทิย่อมเกิดขึ้น เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ โผฏฐัพพะทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในโผฏฐัพพะนั้น … นันทิย่อมเกิดขึ้น เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ ธรรมทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจในธรรมนั้น เมื่อภิกษุเพลิดเพลิน พร่ำถึง ติดอกติดใจธรรมนั้นอยู่ นันทิย่อมเกิดขึ้น เมื่อนันทิมี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมมี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งมี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมมี มิคชาละ ภิกษุผู้ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ ถึงจะเสพเสนาสนะอันเป็นป่าและป่าทึบ ซึ่งเงียบสงัด มีเสียงรบกวนน้อย ไร้ซึ่งลมจากกายคน ควรเป็นที่ทำการอันสงบของมนุษย์ สมควรเป็นที่หลีกเร้นเช่นนี้แล้วก็ตาม ถึงอย่างนั้น ภิกษุนั้นเราก็ยังคงกล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าตัณหานั่นแหละเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ดังนั้น ภิกษุนั้นเราจึงกล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างมีเพื่อนสอง.
มิคชาละ รูปทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในรูปนั้น เมื่อภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจรูปนั้น นันทิย่อมดับ (นนฺทิ นิรุชฺฌติ) เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี (สาราโค น โหติ) เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี (สญฺโโค น โหติ) มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ เสียงทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยหู อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในเสียงนั้น … นันทิย่อมดับ เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ กลิ่นทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยจมูก อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในกลิ่นนั้น … นันทิย่อมดับ เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ รสทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยลิ้น อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในรสนั้น … นันทิย่อมดับ เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ โผฏฐัพพะทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยกาย อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในโผฏฐัพพะนั้น … นันทิย่อมดับ เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ ธรรมทั้งหลายที่จะรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่อาศัยแห่งความใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในธรรมนั้น เมื่อภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ติดอกติดใจในธรรมนั้น นันทิย่อมดับ เมื่อนันทิไม่มี ความพอใจอย่างยิ่งย่อมไม่มี เมื่อความพอใจอย่างยิ่งไม่มี ความผูกติดกับอารมณ์ย่อมไม่มี มิคชาละ ภิกษุผู้ไม่ประกอบด้วยการผูกติดกับอารมณ์เพราะนันทินั่นแหละ เรากล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
มิคชาละ ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ แม้จะอยู่ในหมู่บ้าน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ทั้งหลายก็ตาม ถึงอย่างนั้น ภิกษุนั้น เราก็ยังคงกล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะว่าตัณหานั่นแหละเป็นเพื่อนสองของภิกษุนั้น ตัณหานั้น ภิกษุนั้นละได้แล้ว ดังนั้น ภิกษุนั้นเราจึงกล่าวว่า ผู้มีการอยู่อย่างอยู่ผู้เดียว.
-บาลี สฬา สํ 18/43/66
https://84000.org/tipitaka/pali/?18//43,
https://etipitaka.com/read/pali/18/43
1 นันทิ = ความยินดี, ความพอใจ, ความเพลิดเพลิน
English translation by Bhikkhu Sujato
At Sāvatthī.
Then Venerable Migajāla went up to the Buddha … and said to him:
“Sir, they speak of one who lives alone. How is one who lives alone defined? And how is living with a partner defined?”
“Migajāla, there are sights known by the eye that are likable, desirable, agreeable, pleasant, sensual, and arousing. If a mendicant approves, welcomes, and keeps clinging to them, this gives rise to relishing. When there’s relishing there’s lust. When there’s lust there is yoking. A mendicant who is fettered by relishing is said to live with a partner.
There are sounds … smells … tastes … touches …
There are thoughts known by the mind that are likable, desirable, agreeable, pleasant, sensual, and arousing. If a mendicant approves, welcomes, and keeps clinging to them, this gives rise to relishing. When there’s relishing there’s lust. When there’s lust there is yoking. A mendicant who is fettered by relishing is said to live with a partner.
A mendicant who lives like this is said to live with a partner, even if they frequent remote lodgings in the wilderness and the forest that are quiet and still, far from the madding crowd, remote from human settlements, and fit for retreat. Why is that? For craving is their partner, and they haven’t given it up. That’s why they’re said to live with a partner.
There are sights known by the eye that are likable, desirable, agreeable, pleasant, sensual, and arousing. If a mendicant doesn’t approve, welcome, and keep clinging to them, relishing ceases. When there’s no relishing there’s no lust. When there’s no lust there’s no yoking. A mendicant who is not fettered by relishing is said to live alone.
There are sounds … smells … tastes … touches …
There are thoughts known by the mind that are likable, desirable, agreeable, pleasant, sensual, and arousing. If a mendicant doesn’t approve, welcome, and keep clinging to them, relishing ceases. When there’s no relishing there’s no lust. When there’s no lust there’s no yoking.
A mendicant who is not fettered by relishing is said to live alone. A mendicant who lives like this is said to live alone, even if they live within a village crowded by monks, nuns, laymen, and laywomen; by rulers and their ministers, and monastics of other religions and their disciples. Why is that? For craving is their partner, and they have given it up. That’s why they’re said to live alone.”
English translation by Bhikkhu Bodhi
At Savatthi Then the Venerable Migajala approached the Blessed One, paid homage to him, sat down to one side, and said to him:
“Venerable sir, it is said, ‘a lone dweller, a lone dweller.’ In what way, venerable sir, is one a lone dweller, and in what way is one dwelling with a partner?”
“There are, Migajala, forms cognizable by the eye that are desirable, lovely, agreeable, pleasing, sensually enticing, tantalizing If a bhikkhu seeks delight in them, welcomes them, and remains holding to them, delight arises When there is delight, there is infatuation When there is infatuation, there is bondage Bound by the fetter of delight, Migajala, a bhikkhu is called one dwelling with a partner.
“There are, Migajala, sounds cognizable by the ear … odours cognizable by the nose … tastes cognizable by the tongue … tactile objects cognizable by the body … mental phenomena cognizable by the mind that are desirable, lovely, agreeable, pleasing, sensually enticing, tantalizing If a bhikkhu seeks delight in them … he is called one dwelling with a partner.
“Migajala, even though a bhikkhu who dwells thus resorts to forests and groves, to remote lodgings where there are few sounds and little noise, desolate, hidden from people, appropriate for seclusion, he is still called one dwelling with a partner For what reason? Because craving is his partner, and he has not abandoned it; therefore he is called one dwelling with a partner.
“There are, Migajala, forms cognizable by the eye that are desirable, lovely, agreeable, pleasing, sensually enticing, tantalizing If a bhikkhu does not seek delight in them, does not welcome them, and does not remain holding to them, delight ceases When there is no delight, there is no infatuation When there is no infatuation, there is no bondage Released from the fetter of delight, Migajala, a bhikkhu is called a lone dweller.
“There are, Migajala, sounds cognizable by the ear … odours cognizable by the nose … tastes cognizable by the tongue … tactile objects cognizable by the body … mental phenomena cognizable by the mind that are desirable, lovely, agreeable, pleasing, sensually enticing, tantalizing If a bhikkhu does not seek delight in them … he is called a lone dweller.
“Migajala, even though a bhikkhu who dwells thus lives in the vicinity of a village, associating with bhikkhus and bhikkhunis, with male and female lay followers, with kings and royal ministers, with sectarian teachers and their disciples, he is still called a lone dweller For what reason? Because craving is his partner, and he has abandoned it; therefore he is called a lone dweller.”