แม่เรือนชื่อเวเทหิกา
ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ที่พระนครสาวัตถีนี้แหละ มีแม่เรือนคนหนึ่งชื่อว่า เวเทหิกา ภิกษุทั้งหลาย เกียรติศัพท์อันงามของแม่เรือนชื่อว่า เวเทหิกาขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม่เรือนชื่อว่าเวเทหิกา เป็นคนสงบเสงี่ยมอ่อนโยน เรียบร้อย ภิกษุทั้งหลาย ก็แม่เรือนเวเทหิกา มีทาสีชื่อกาลีเป็นคนขยัน ไม่เกียจคร้าน จัดการงานดี ต่อมา นางกาลีได้คิดอย่างนี้ว่า เกียรติศัพท์อันงามของนายหญิงของเราขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า แม่เรือนชื่อว่า เวเทหิกา เป็นคนสงบเสงี่ยม อ่อนโยน เรียบร้อย ดังนี้ นายหญิงของเราไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ภายในให้ปรากฏ หรือไม่มีความโกรธอยู่เลย หรือว่านายหญิงของเราไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ภายในให้ปรากฏ ก็เพราะเราจัดการงานทั้งหลายเรียบร้อยดี ไม่ใช่ไม่มีความโกรธ อย่ากระนั้นเลย จำเราจะต้องทดลองนายหญิงดู วันรุ่งขึ้นนางกาลีทาสี ก็แสร้งลุกขึ้นสาย
ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายแม่เรือนเวเทหิกา ก็ได้ตวาดนางกาลีทาสีขึ้นว่า เฮ้ย อีคนใช้กาลี.
นางกาลีจึงขานรับว่า อะไรเจ้าขา.
เฮ้ย เองเป็นอะไรจึงลุกจนสาย.
ไม่เป็นอะไรดอก เจ้าค่ะ.
นางจึงกล่าวอีกว่า อีคนชั่วร้าย ก็เมื่อไม่เป็นอะไร ทำไมเองจึงลุกขึ้นจนสาย ดังนี้แล้ว ก็โกรธ ขัดใจ ทำหน้าบึ้ง.
ภิกษุทั้งหลาย ทีนั้น นางกาลีทาสีจึงคิดว่า นายหญิงของเราไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่ไม่มีความโกรธ ที่ไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ ก็เพราะเราจัดการงานทั้งหลายเรียบร้อยดี ไม่ใช่ไม่มีความโกรธ อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องทดลองนายหญิงให้ยิ่งขึ้นไป ภิกษุทั้งหลาย ถัดจากวันนั้นมา นางกาลีทาสี จึงลุกขึ้นสายกว่านั้นอีก
ครั้งนั้น แม่เรือนเวเทหิกาก็ตวาดนางกาลีทาสีอีกว่า เฮ้ย อีคนใช้กาลี.
อะไรเล่า เจ้าข้า.
อีคนใช้ เองเป็นอะไรจึงนอนตื่นสาย.
ไม่เป็นอะไรดอก เจ้าค่ะ.
นางจึงกล่าวอีกว่า เฮ้ย อีคนชั่วร้าย ก็เมื่อไม่เป็นอะไร ทำไมเองจึงนอนตื่นสายเล่า ดังนี้แล้ว ก็โกรธ ขัดใจ แผดเสียงด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ภิกษุทั้งหลาย ทีนั้น นางกาลีทาสีจึงคิดดังนี้ว่า นายหญิงของเรา ไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏเท่านั้น ไม่ใช่ไม่มีความโกรธ ที่ไม่ทำความโกรธที่มีอยู่ในภายในให้ปรากฏ ก็เพราะเราจัดการงานทั้งหลายให้เรียบร้อยดี ไม่ใช่ไม่มีความโกรธ อย่ากระนั้นเลย เราจะต้องทดลองให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย แต่นั้นมา นางกาลีทาสีก็ลุกขึ้นสายกว่าทุกวัน ครั้งนั้น แม่เรือนเวเทหิกาผู้นาย ก็ร้องด่าตวาดนางกาลีทาสีอีกว่า อีกาลีตัวร้าย.
อะไรเล่า เจ้าข้า.
อีคนใช้ เองเป็นอะไร จึงตื่นสายนักเล่า.
ไม่เป็นอะไรดอก เจ้าค่ะ.
นางจึงกล่าวอีกว่า เฮ้ย อีชาติชั่ว ก็ไม่เป็นอะไร ทำไมจึงนอนตื่นสายนักเล่า ดังนี้แล้ว ก็โกรธจัด จึงคว้าลิ่มประตูปาศีรษะ ปากก็ว่า กูจะทำลายหัวมึง.
ภิกษุทั้งหลาย คราวนั้น นางกาลีทาสีมีศีรษะแตก โลหิตไหลโซม จึงเที่ยวโพนทะนาให้บ้านใกล้เคียงทราบว่า คุณแม่คุณพ่อทั้งหลาย เชิญดูการกระทำของคนสงบเสงี่ยม อ่อนโยน เรียบร้อยเอาเถิด ทำไมจึงทำแก่ทาสีคนเดียวอย่างนี้เล่า เพราะโกรธเคืองว่า นอนตื่นสาย จึงคว้าลิ่มประตูปาเอาศีรษะ ปากก็ว่ากูจะทำลายหัวมึง ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย แต่นั้นมา เกียรติศัพท์อันชั่วของแม่เรือนเวเทหิกา ก็ขจรไปอย่างนี้ว่า แม่เรือนเวเทหิกา เป็นคนดุร้าย ไม่อ่อนโยน ไม่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย แม้ฉันใด.
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุบางรูปในกรณีนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้สงบเสงี่ยมเต็มที่อยู่ได้ อ่อนน้อมถ่อมตนเต็มที่อยู่ได้ เยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ เพียงชั่วเวลาที่ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบเท่านั้น ก็เมื่อใด ถ้อยคำอันไม่น่าพอใจมากระทบอยู่ ก็ยังสงบเสงี่ยมอยู่ได้ นั่นแหละจึงเป็นที่รู้กันได้ว่าสงบเสงี่ยมจริง ยังอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ได้ จึงจะอ่อนน้อมถ่อมตนจริง ยังเยือกเย็นอยู่ได้ จึงจะว่าเยือกเย็นจริง.
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใด เป็นผู้ว่าง่าย หรือถึงความเป็นผู้ว่าง่าย เพราะเหตุเพื่อจะได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช เราไม่กล่าวภิกษุนั้นว่าเป็นผู้ว่าง่ายเลย. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัชนั้น ก็จะไม่เป็นผู้ว่าง่าย ไม่ถึงความเป็นผู้ว่าง่าย.
ภิกษุทั้งหลาย ส่วนภิกษุใด สักการะธรรมอยู่ เคารพธรรมอยู่ นอบน้อมธรรมอยู่ เป็นผู้ว่าง่าย ถึงความเป็นผู้ว่าง่ายอยู่ เราเรียกภิกษุรูปนั้นว่า ผู้ว่าง่ายแท้จริง ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงทำการศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้สักการะ เคารพ นอบน้อมธรรมอยู่ จักเป็นผู้ว่าง่าย จักถึงความเป็นผู้ว่าง่าย ดังนี้.
-บาลี มู. ม. 12/252/266.
https://84000.org/tipitaka/pali/?12//252
https://etipitaka.com/read/pali/12/252/
English translation by Bhikkhu Sujato
Once upon a time, mendicants, right here in Sāvatthī there was a housewife named Vedehikā. She had this good reputation: ‘The housewife Vedehikā is sweet, even-tempered, and calm.’ Now, Vedehikā had a bonded maid named Kāḷī who was skilled, tireless, and well-organized in her work.
Then Kāḷī thought, ‘My mistress has a good reputation as being sweet, even-tempered, and calm. But does she actually have anger in her and just not show it? Or does she have no anger? Or is it just because my work is well-organized that she doesn’t show anger, even though she still has it inside? Why don’t I test my mistress?’
So Kāḷī got up during the day. Vedehikā said to her, ‘What the hell, Kāḷī!’
‘What is it, madam?’
‘You’re getting up in the day—what’s up with you, girl?’
‘Nothing, madam.’
‘Nothing’s up, you bad girl, but you get up in the day!’ Angry and upset, she scowled.
Then Kāḷī thought, ‘My mistress actually has anger in her and just doesn’t show it; it’s not that she has no anger. It’s just because my work is well-organized that she doesn’t show anger, even though she still has it inside. Why don’t I test my mistress further?’
So Kāḷī got up later in the day. Vedehikā said to her, ‘What the hell, Kāḷī!’
‘What is it, madam?’
‘You’re getting up later in the day—what’s up with you, girl?’
‘Nothing, madam.’
‘Nothing’s up, you bad girl, but you get up later in the day!’ Angry and upset, she blurted out angry words.
Then Kāḷī thought, ‘My mistress actually has anger in her and just doesn’t show it; it’s not that she has no anger. It’s just because my work is well-organized that she doesn’t show anger, even though she still has it inside. Why don’t I test my mistress further?’
So Kāḷī got up even later in the day. Vedehikā said to her, ‘What the hell, Kāḷī!’
‘What is it, madam?’
‘You’re getting up even later in the day—what’s up with you, girl?’
‘Nothing, madam.’
‘Nothing’s up, you bad girl, but you get up even later in the day!’ Angry and upset, she grabbed a rolling-pin and hit Kāḷī on the head, cracking it open.
Then Kāḷī, with blood pouring from her cracked skull, denounced her mistress to the neighbors, ‘See, ladies, what the sweet one did! See what the even-tempered one did! See what the calm one did! How on earth can she grab a rolling-pin and hit her only maid on the head, cracking it open, just for getting up late?’
Then after some time the housewife Vedehikā got this bad reputation: ‘The housewife Vedehikā is fierce, ill-tempered, and not calm at all.’
In the same way, a mendicant may be the sweetest of the sweet, the most even-tempered of the even-tempered, the calmest of the calm, so long as they don’t encounter any disagreeable criticism. But it’s when they encounter disagreeable criticism that you’ll know whether they’re really sweet, even-tempered, and calm. I don’t say that a mendicant is easy to admonish if they make themselves easy to admonish only for the sake of robes, alms-food, lodgings, and medicines and supplies for the sick. Why is that? Because when they don’t get robes, alms-food, lodgings, and medicines and supplies for the sick, they’re no longer easy to admonish. But when a mendicant is easy to admonish purely because they honor, respect, revere, worship, and venerate the teaching, then I say that they’re easy to admonish. So, mendicants, you should train yourselves: ‘We will be easy to admonish purely because we honor, respect, revere, worship, and venerate the teaching.’ That’s how you should train.