เหตุที่สัตว์บางพวกกลัวตาย บางพวกไม่กลัวตาย
พราหมณ์ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่ สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ก็มีอยู่.
พราหมณ์ ก็สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย อะไรบ้าง คือ
๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กามอันเป็นที่รักจักละเราไปเสียละหนอ และเราก็จะต้องละกามอันเป็นที่รักไป เขาย่อมเศร้าโศก ระทมใจ คร่ำครวญ ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล พราหมณ์ บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๒) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ยังไม่ปราศจากความพอใจ ยังไม่ปราศจากความรัก ยังไม่ปราศจากความกระหาย ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาย มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กายอันเป็นที่รักจักละเราไปละหนอ และเราก็จักละกายอันเป็นที่รักไป เขาย่อมเศร้าโศก ระทมใจ คร่ำครวญ ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล พราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๓) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่ได้ทำความดีไว้ ไม่ได้ทำกุศลไว้ ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้ ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ทำความดีไว้ ไม่ได้ทำกุศลไว้ ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้ ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง คติของคนไม่ได้ทำความดี ไม่ได้ทำกุศล ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัว ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมองมีประมาณเท่าใด เราละไปแล้วย่อมไปสู่คตินั้น เขาย่อมเศร้าโศก ระทมใจ คร่ำครวญ ทุบอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล พราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๔) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้มีความสงสัยเคลือบแคลง ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เรามีความสงสัยเคลือบแคลง ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม เขาย่อมเศร้าโศก พราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
พราหมณ์ บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
พราหมณ์ บุคคลมีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย เป็นอย่างไรเล่า
๑) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายอันเป็นที่รักจักละเราไปเสียละหนอ และเราก็จักละกามอันเป็นที่รักไป เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ระทมใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงความหลงใหล.
พราหมณ์ บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๒) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในกาย มีโรคหนักอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กายอันเป็นที่รักจักละเราไปละหนอ และเราก็จักละกายอันเป็นที่รักนี้ไป เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ระทมใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงความหลงใหล พราหมณ์ บุคคลแม้นี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๓) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่ได้กระทำบาป ไม่ได้ทำกรรมที่หยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง เป็นผู้ทำความดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้ มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตก อย่างนี้ว่า เราไม่ได้ทำกรรมอันเป็นบาป ไม่ได้ทำกรรมหยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง เป็นผู้ทำกรรมดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้ คติของบุคคลผู้ไม่ได้ทำบาปไว้ ไม่ได้ทำกรรมหยาบช้า ไม่ได้ทำกรรมที่เศร้าหมอง ทำกรรมดีไว้ ทำกุศลไว้ ทำกรรมเครื่องป้องกันความกลัวไว้เพียงใด เราละไปแล้วจักไปสู่คตินั้น เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ระทมใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงความหลงใหล พราหมณ์ แม้บุคคลนั้นแลมีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
๔) บุคคลบางคนในกรณีนี้ เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ไม่มีความเคลือบแคลง ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เราไม่มีความสงสัย ไม่มีความเคลือบแคลงถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม เขาย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ระทมใจ ไม่คร่ำครวญ ไม่ทุบอกร่ำไห้ ไม่ถึงความหลงใหล พราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
พราหมณ์ บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมไม่กลัว ย่อมไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตาย.
-บาลี จตุกฺก. อํ. 21/235/184.
https://84000.org/tipitaka/pali/?21//235
https://etipitaka.com/read/pali/21/235/
English translation by Bhikkhu Sujato
“Brahmin, some of those liable to death are frightened and terrified of death. But some of those liable to death are not frightened and terrified of death.
Who are those frightened of death? It’s someone who isn’t free of greed, desire, fondness, thirst, passion, and craving for sensual pleasures. When they fall seriously ill, they think: ‘The sensual pleasures that I love so much will leave me, and I’ll leave them.’ They sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This is someone who is frightened of death.
Furthermore, it’s someone who isn’t free of greed, desire, fondness, thirst, passion, and craving for the body. When they fall seriously ill, they think: ‘This body that I love so much will leave me, and I’ll leave it.’ They sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who is frightened of death.
Furthermore, it’s someone who hasn’t done good and skillful things that keep them safe, but has done bad, violent, and depraved things. When they fall seriously ill, they think: ‘Well, I haven’t done good and skillful things that keep me safe. And I have done bad, violent, and depraved things. When I depart, I’ll go to the place where people who’ve done such things go.’ They sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who is frightened of death.
Furthermore, it’s someone who’s doubtful, uncertain, and undecided about the true teaching. When they fall seriously ill, they think: ‘I’m doubtful, uncertain, and undecided about the true teaching.’ They sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who is frightened of death. These are the four people liable to death who are frightened and terrified of death.
Who are those not frightened of death?
It’s someone who is rid of greed, desire, fondness, thirst, passion, and craving for sensual pleasures. When they fall seriously ill, they don’t think: ‘The sensual pleasures that I love so much will leave me, and I’ll leave them.’ They don’t sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This is someone who’s not frightened of death.
Furthermore, it’s someone who is rid of greed, desire, fondness, thirst, passion, and craving for the body. When they fall seriously ill, they don’t think: ‘This body that I love so much will leave me, and I’ll leave it.’ They don’t sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who’s not frightened of death.
Furthermore, it’s someone who hasn’t done bad, violent, and corrupt deeds, but has done good and skillful deeds that keep them safe. When they fall seriously ill, they think: ‘Well, I haven’t done bad, violent, and depraved things. And I have done good and skillful deeds that keep me safe. When I depart, I’ll go to the place where people who’ve done such things go.’ They don’t sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who’s not frightened of death.
Furthermore, it’s someone who’s not doubtful, uncertain, or undecided about the true teaching. When they fall seriously ill, they think: ‘I’m not doubtful, uncertain, or undecided about the true teaching.’ They don’t sorrow and wail and lament, beating their breast and falling into confusion. This, too, is someone who’s not frightened of death.
These are the four people liable to death who are not frightened and terrified of death.”
English translation by Bhikkhu Ṭhānissaro
“Brahman, there are those who, subject to death, are afraid & in terror of death. And there are those who, subject to death, are not afraid or in terror of death.
“And who is the person who, subject to death, is afraid & in terror of death? There is the case of the person who has not abandoned passion, desire, fondness, thirst, fever, & craving for sensuality. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘O, those beloved sensual pleasures will be taken from me, and I will be taken from them!’ He grieves & is tormented, weeps, beats his breast, & grows delirious. This is a person who, subject to death, is afraid & in terror of death.
“Then there is the case of the person who has not abandoned passion, desire, fondness, thirst, fever, & craving for the body. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘O, my beloved body will be taken from me, and I will be taken from my body!’ He grieves & is tormented, weeps, beats his breast, & grows delirious. This, too, is a person who, subject to death, is afraid & in terror of death.
“Then there is the case of the person who has not done what is good, has not done what is skillful, has not given protection to those in fear, and instead has done what is evil, savage, & cruel. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘I have not done what is good, have not done what is skillful, have not given protection to those in fear, and instead have done what is evil, savage, & cruel. To the extent that there is a destination for those who have not done what is good, have not done what is skillful, have not given protection to those in fear, and instead have done what is evil, savage, & cruel, that’s where I’m headed after death.’ He grieves & is tormented, weeps, beats his breast, & grows delirious. This, too, is a person who, subject to death, is afraid & in terror of death.
“Then there is the case of the person in doubt & perplexity, who has not arrived at certainty with regard to the True Dhamma. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘How doubtful & perplexed I am! I have not arrived at any certainty with regard to the True Dhamma!’ He grieves & is tormented, weeps, beats his breast, & grows delirious. This, too, is a person who, subject to death, is afraid & in terror of death.
“These, brahman, are four people who, subject to death, are afraid & in terror of death.
“And who is the person who, subject to death, is not afraid or in terror of death?
“There is the case of the person who has abandoned passion, desire, fondness, thirst, fever, & craving for sensuality. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought doesn’t occur to him, ‘O, those beloved sensual pleasures will be taken from me, and I will be taken from them!’ He doesn’t grieve, isn’t tormented; doesn’t weep, beat his breast, or grow delirious. This is a person who, subject to death, is not afraid or in terror of death.
“Then there is the case of the person who has abandoned passion, desire, fondness, thirst, fever, & craving for the body. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought doesn’t occur to him, ‘O, my beloved body will be taken from me, and I will be taken from my body!’ He doesn’t grieve, isn’t tormented; doesn’t weep, beat his breast, or grow delirious. This, too, is a person who, subject to death, is not afraid or in terror of death.
“Then there is the case of the person who has done what is good, has done what is skillful, has given protection to those in fear, and has not done what is evil, savage, or cruel. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘I have done what is good, have done what is skillful, have given protection to those in fear, and I have not done what is evil, savage, or cruel. To the extent that there is a destination for those who have done what is good, what is skillful, have given protection to those in fear, and have not done what is evil, savage, or cruel, that’s where I’m headed after death.’ He doesn’t grieve, isn’t tormented; doesn’t weep, beat his breast, or grow delirious. This, too, is a person who, subject to death, is not afraid or in terror of death.
“Then there is the case of the person who has no doubt or perplexity, who has arrived at certainty with regard to the True Dhamma. Then he comes down with a serious disease. As he comes down with a serious disease, the thought occurs to him, ‘I have no doubt or perplexity. I have arrived at certainty with regard to the True Dhamma.’ He doesn’t grieve, isn’t tormented; doesn’t weep, beat his breast, or grow delirious. This, too, is a person who, subject to death, is not afraid or in terror of death.
“These, brahman, are four people who, subject to death, are not afraid or in terror of death.”
(When this was said, Jānussoṇi the brahman said to the Blessed One:) “Magnificent, Master Gotama! Magnificent! Just as if he were to place upright what was overturned, to reveal what was hidden, to show the way to one who was lost, or to carry a lamp into the dark so that those with eyes could see forms, in the same way has Master Gotama—through many lines of reasoning—made the Dhamma clear. I go to Master Gotama for refuge, to the Dhamma, and to the Saṅgha of monks. May Master Gotama remember me as a lay follower who has gone to him for refuge, from this day forward, for life.”